Articles
Categories :
โรคแอลดี...แค่ไม่ถนัด ไม่ได้แปลว่า “โง่”
“แอลดี” หรือความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากว่าร้อยปีแล้ว ส่วนประเทศไทยสังคมเริ่มตื่นตัวรับรู้เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา

                โรคแอลดี  เป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานของสมองที่ผิดปกติในส่วนที่เกี่ยวกับการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญญาอ่อน หรือสติปัญญาบกพร่อง เหมือนกับความถนัดของคนเราซึ่งมีหลายด้าน และแต่ละคนก็มีความถนัดในด้านต่างๆ ที่ไม่เท่ากัน เพียงแต่เด็กแอลดีไม่ถนัดในด้านที่จำเป็นต่อการเรียนในระบบโรงเรียน จึงทำให้ผลการเรียนไม่ดีเท่าที่ควรนั่นเอง
                 โรคแอลดี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
                  1. กลุ่มที่มีปัญหาด้านการอ่าน ซึ่งเป็นชนิดที่พบมากที่สุดถึง 85% ถ้าผู้ปกครองสังเกตให้ดีจะเห็นตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน เช่น มีปัญหาในการสะกดคำ ผันเสียงตามอักษรไม่ได้ ผันวรรณยุกต์ไม่ถูก อาจจะอ่านหนังสือตะกุกตะกักเหมือนเดาคำ อ่านข้ามบรรทัด บางคนอ่านได้หน้าลืมหลัง เพราะสะกดไม่ได้จึงใช้การจำ 
                2. กลุ่มที่มีปัญหาด้านการสะกดคำ จะเขียนติดกัน เว้นช่องไฟไม่ดี บางทีสับสนกับการเขียนหัวเข้าหัวออก พ. พาน หรือ ผ. ผึ้ง ซึ่งเราจะเห็นสัญญาณนี้ตั้งแต่ตอนหัดเขียนในชั้นอนุบาล เด็กจะเขียนวนหัวอยู่นานไม่ยอมเขียนต่อ บางทีเขียนแบบกลับด้าน รวมทั้งการจดบันทึกจะเขียนตกๆ หล่นๆ เพราะจดไม่ทัน ใช้คำศัพท์ได้น้อยกว่าวัย
                3. กลุ่มที่มีปัญหาด้านการคำนวณ เช่น นับจำนวนของไม่ได้ เมื่อโตขึ้นมีปัญหาตีโจทย์เลขไม่เป็น อ่านสัญลักษณ์ไม่ได้ อ่านตาชั่ง - อ่านนาฬิกาไม่เป็น เช่น อ่านเครื่องหมาย < = >ไม่ได้ ซึ่งในประเภทแอลดีด้านการอ่าน มักจะมาพร้อมกับด้านเขียนด้วย เหมือนอ่านไม่ได้ก็มีปัญหาด้านการเขียน




                ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคแอลดีอย่างแน่ชัด ดังนั้นหากเห็นสัญญาณบ่งบอกสามารถให้การช่วยเหลือและกระตุ้นเรื่องการเรียนได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กมีปัญหาเรื่องผลการเรียน หรือคุณครูเรียกพบ ควรพาเด็กเข้ารับการประเมินจากจิตแพทย์เด็ก กุมารแพทย์ หรือกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ เพราะโรคแอลดีมักพ่วงมากับโรคอื่น เช่น โรคสมาธิสั้น รวมทั้งเด็กบางคนที่สติปัญญาบกพร่อง พัฒนาการล่าช้า เป็นออทิสติก หรือมีปัญหาด้านพัฒนาการทางอารมณ์ วิตกกังวล ซึมเศร้า ก็อาจจะมีอาการคล้ายแอลดี หรือมีแอลดีร่วมด้วย
                ด้านครอบครัว ทั้งผู้ปกครองและคนรอบตัวต้องทำความเข้าใจว่า เด็กไม่ได้โง่ ไม่ได้แกล้ง ไม่ได้ขี้เกียจ พยายามหลีกเลี่ยงการล้อเลียน การด่าและลงโทษ เพราะการกระทำดังกล่าวไมได้ช่วยให้ทักษะการอ่าน การเขียน การคำนวณดีขึ้น แต่จะเป็นการทำให้เด็ก รู้สึกตัวเองไม่เก่ง ไม่มีคุณค่า ทำให้ไม่มีความภาพภูมิใจในตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล พอเป็นวัยรุ่นก็จะไปแว๊นไปสก๊อย ติดยา มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ฯลฯ        
                หัวใจของเรื่องนี้คือ ทำอย่างไรจะให้รู้ว่าเด็กเป็นแอลดีแล้วช่วยให้เร็วที่สุดจะเป็นประโยชน์กับเด็กมากกว่า เขาสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนปกติ คนดังๆ ของโลกก็มีมากมายที่เป็นแอลดี แต่สามารถประสบความสำเร็จได้
                 เช่น ปาโบล ปิกัสโซ่, จอห์น เลนนอน, เฮนรี่ ฟอร์ด, สตีเวน สปีลเบิร์ก, วอลท์ ดิสนีย์, โทมัส อัลวา เอดิสัน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือนักแสดงรุ่นใหม่ๆ อย่าง คีอานู รีฟส์, เทียร่า ไมลีย์, ทอม ครูซ, ออร์แลนโด้ บลูม ฯลฯ เพราะในต่างประเทศไม่ได้ถือว่าแอลดีร้ายแรง ตราบใดที่เขาสามารถทำสิ่งที่เขาถนัดได้ และเป็นคนดีของสังคม


Tag Keyword : โรคแอลดี,

โพสเมื่อ: 2016-09-14

ผู้เข้าชม: 605