Articles
Categories :
“ศ.นพ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์” นายกสมาคมโรคลมชักแห่งประเทศไทย
“โรคลมชัก” หรือสมัยก่อนเรียกว่า “โรคลมบ้าหมู” คือหนึ่งในโรคทางระบบประสาทและสมองที่สำคัญ ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจในตัวผู้ป่วยโรคลมชักทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วโรคนี้สามารถป้องกันและรักษาได้

                “ศ.นพ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์” นายกสมาคมโรคลมชักแห่งประเทศไทย และแพทย์ด้านประสาทวิทยา เล่าถึงการพัฒนาการรักษาโรคลมชักในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้ฟังว่า หลังจากศึกษาจบท่านได้ไปทำงานที่ต่างประเทศนานถึง 6 ปี และกลับมาเมืองไทยช่วงปลายปี 2539 ซึ่งขณะนั้นทางโรงพยาบาลรามาธิบดีก็มีการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลมชักในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เน้นไปที่การให้ยารักษาเป็นส่วนใหญ่ จะมีการรักษาด้วยการผ่าตัดอยู่บ้างในเคสที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และในปี 2539 นี้เอง ก็ได้มีการตั้งสมาคมโรคลมชักแห่งประเทศไทยขึ้นมา ทำให้แต่ละสถาบันการแพทย์มีการพัฒนาองค์ความรู้มากขึ้นเรื่อยๆ
 “ตัวผมเองเป็นกุมารแพทย์ด้านประสาทวิทยา และสนใจเรื่องโรคลมชักเป็นพิเศษ ซึ่งโรคลมชักนั้นมีความแตกต่างกันระหว่างในเด็กกับในผู้ใหญ่ แต่ทั้งหมอเด็กและหมอผู้ใหญ่เราสามารถดูร่วมกันได้ จากวันแรกที่ผมกลับมาดูแลงานด้านโรคลมชักในเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน การรักษานั้นมีการพัฒนาไปอย่างมาก ส่วนยาก็มียาดีๆ หลายๆ ตัวมากขึ้น คนไข้เข้าถึงยาได้มากยิ่งขึ้น พัฒนาการด้านองค์ความรู้ของแพทย์มีมากขึ้น จากช่วงแรกแพทย์ที่ดูแลเรื่องโรคลมชักนี้มีน้อยมาก แต่ ณ ปัจจุบัน มีเพิ่มมากขึ้นโดยรวมแล้วประมาณ 700 ท่านกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ถ้าแยกเป็นกุมารแพทย์ประสาทวิทยาจะมีประมาณ 70 คนและส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ เรียกว่าการกระจายตัวยังไม่ดี เพราะฉะนั้นแพทย์ด้านนี้ยังมีไม่เพียงพอครับ”
                แม้จะต้องทำหน้าที่ถึง 2 บทบาทในเวลาเดียวกัน แต่สำหรับ ศ.นพ.อนันต์นิตย์ กลับมองว่า แม้จะเป็นการสวมหมวกคนละใบ แต่ทั้งบทบาทของการเป็นนายกสมาคมโรคลมชักฯ และบทบาทของการเป็นแพทย์ประสาทวิทยา เป็นสองบทบาทที่มีส่วนเสริมกันได้อย่างลงตัว อย่างบทบาทของการเป็นแพทย์ ต้องการให้ผู้ป่วยโรคลมชักทราบว่าโรคที่ตนเองเป็นอยู่นั้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ พร้อมๆ กับให้การดูแลผู้ป่วยให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนบทบาทของการเป็นนายกสมาคมฯ ต้องมามองตรงจุดที่ว่าทำอย่างไรให้แพทย์ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยนั้นมีความรู้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้ดูแลผู้ป่วยได้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่กระจายความรู้สู่บุคลากรการแพทย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงประชาชนด้วย
                “ด้านการรักษาโรคลมชักนั้น ต้องบอกว่าปัจจุบันประเทศไทยมีความสามารถทัดเทียมกับต่างประเทศ ทั้ง อังกฤษ อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งการรักษาที่เป็นหลักโดยทั่วไปก็คือการรักษาโดยใช้ยา หรือในบางคนไม่จำเป็นต้องได้รับยาก็ได้ แค่พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะมากระตุ้น เพราะบางครั้งมันสามารถหายได้ด้วยตัวเองโดยโรคเฉพาะโรคลมชักในเด็ก นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น ปรับสารอาหารพิเศษ แต่สิ่งที่ต้องการเน้นย้ำก็คือขณะนี้การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดนั้นประเทศไทยมีการพัฒนาไปเยอะมาก ต่างจากสมัยก่อนที่คนไข้โรคลมชักจำเป็นต้องได้รับยากันชักไปตลอดชีวิต แต่ ณ ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว สิ่งที่ทางสมาคมฯ ต้องการเน้นย้ำก็คือ คนไข้บางคนถ้าไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคลมชักก็ไม่มาหาหมอ ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ก็คือการให้ความรู้แก่แพทย์ และบุคลากร รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชน เพราะถ้าทราบก่อนก็วินิจฉัยได้เร็ว และสามารถรักษาหาย โรคที่เป็นหนักก็เป็นเบาได้ เพราะในความเป็นจริงแล้วโรคลมชัก สามารถป้องกันและรักษาได้”
                “ศ.นพ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์” กล่าวทิ้งท้าย
 


โพสเมื่อ:

ผู้เข้าชม: 680