Articles
Categories :
รศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ แพทย์ผู้คืนรอยยิ้มให้เด็กไทย
ปัญหาสาธารณสุขที่ปัจจุบันยังคงพบได้ในเด็กไทยมีอีกหลายปัญหา ดังเช่น โรคปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งหากเด็กได้รับการรักษาได้เร็วมากเท่าไร ก็จะทำให้เด็กสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไปได้มากที่สุด

            รศ.นพ.อภิชัย  อังสพัทธ์ หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้าง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันนอกจากท่านจะทำงานในบทบาทของการเป็นอาจารย์และเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว ท่านยังอุทิศตนทำงานเพื่อสังคมให้กับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile) อีกด้วย ซึ่งมูลนิธินี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ที่ยากไร้ และอาศัยในพื้นที่ห่างไกล ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้ทำการรักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยทางสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมกับมูลนิธิในการช่วยผ่าตัดเด็กที่มีปัญหาปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งขณะนั้น คุณหมออภิชัย ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมฯที่เข้าร่วมกับงานนี้ จนกระทั่งปัจจุบันท่านรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ภาคสนาม มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม
เป็นเวลา 18 ปีแล้ว ที่คุณหมออภิชัย ได้เข้ามาทำงานกับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม และพบว่านับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ผู้ป่วยด้วยโรคปากแหว่งเพดานโหว่ของเมืองไทยดีขึ้นมาก ในขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขบ้านเราก็เข้มแข็งขึ้น ทางสมาคมศัลยศาสตร์ตกแต่งฯ ก็มีนโยบายช่วยเหลือคนไข้กลุ่มนี้ รวมทั้งมูลนิธิสร้างรอยยิ้มด้วย เมื่อทุกภาคส่วนช่วยเหลือกันสถานการณ์ในเมืองไทยก็ดีขึ้น
คุณหมออภิชัย ยังบอกอีกว่า เด็กที่มีความพิการปากแหว่งเพดานโหว่นั้น จะมีปัญหาตั้งแต่เรื่องของการเลี้ยงดูหลังคลอด เนื่องจากเด็กไม่สามารถดูดนมได้อย่างเด็กทั่วไป มีปัญหาในระบบของร่างกาย เช่น ความพิการทางหัวใจและระบบไหลเวียน ระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย รวมทั้งระบบประสาทและสมอง การผ่าตัดโรคนี้มันไม่ใช่ครั้งเดียวจบ คือต้องผ่าตัดปากแหว่งก่อน จากนั้นก็ต้องมาผ่าตัดเพดานโหว่ จากนั้นก็มาทำฟันและมาตกแต่งเพิ่มอีกเล็กน้อย เช่น มาแก้ไขที่จมูก
 เพราะฉะนั้นสถานการณ์ที่ว่าคนไข้ปากแหว่งในเด็กโตที่ยังไม่เคยผ่าตัด แบบเมื่อ 30 - 40 ปี คงไม่มีแล้ว แต่ว่ามันจะลงไปในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นคือทำยังไงให้มันดีกว่านี้ ทำยังไงให้เด็กพูดชัดกว่านี้ ทำยังไงให้รูปหน้าและจมูกดูสวยงามมากกว่านี้ เป็นต้น คือให้ดูใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“ผมมองว่ามูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เป็นส่วนที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม เพราะการที่ผมทำงานอยู่ในภาครัฐก็ว่าทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่มันเป็นการทำในเชิงตั้งรับ คือพ่อแม่พาลูกมาหาหมอได้เราก็ช่วยอย่างเต็มที่ แต่มันก็มีผู้ปกครองบางคนที่พาลูกมาไม่ได้ ดังนั้นการดำเนินการของมูลนิธิสร้างรอยยิ้มจะเป็นการทำในเชิงรุก คือเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ถึงที่โดยคนไข้ไม่ต้องเดินทางมาหาหมอ ผมว่าการทำแบบนี้มันมีประโยชน์โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาขัดสนเรื่องเงินทองและด้อยโอกาส แต่แน่นอนว่าการที่เราจะทำแบบนี้ได้ก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานและเหมาะสม มีทีมงานที่ได้รับการอบรมเพิ่มเติม เพราะถึงแม้บุคลากรทุกคนจะเก่งอยู่แล้ว แต่เวลาเราไปทำการผ่าตัดนอกโรงพยาบาลนอกสถานที่ และมีคนไข้จำนวนเยอะมากแบบนี้ก็ต้องมีการอบรมบางกรณีเป็นพิเศษ มีการซักซ้อมให้เข้าใจตรงกันว่านี่เป็นสถานการณ์พิเศษ เพื่อให้บุคลากรของเรามีศักยภาพในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น เพราะมันเป็นการผ่าตัดที่เรียกว่าเราเป็นผู้เดินทางออกไปหาผู้ป่วยในที่ๆ ไม่ได้มีสภาพเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ดังนั้นเวลาเราออกไปแบบนั้นทุกอย่างเราก็ต้องเตรียมให้พร้อมมากที่สุด”
เมื่อถามว่าไทยเรายังต้องพัฒนาในส่วนไหนอีกกับเรื่องการรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ เรื่องนี้คุณหมออภิชัยให้ความเห็นว่า “ในฐานะที่เราเป็นแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ไม่ใช่แค่ผม เราก็อยากจะให้มาตรฐานของระบบสาธารณสุขบ้านเราทัดเทียมกับมาตรฐานสากล ไม่เพียงแต่การรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่เท่านั้น แต่หมายรวมถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ด้วย”
 


โพสเมื่อ:

ผู้เข้าชม: 448