Articles
Categories :
นพ.ไพศาล ร่วมวิบูลย์สุข ส่งเสริมคนไทยห่างไกลต้อกระจก
นอกจากจะทำหน้าที่ในบทบาทของการเป็นจักษุแพทย์ ประจำโรงพยาบาลราชวิถีแล้ว ปัจจุบัน “นพ.ไพศาล ร่วมวิบูลย์สุข” ยังมีตำแหน่งเป็นประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปีนี้ครบรอบ 100 ปี จักษุแพทย์ไทย

นพ.ไพศาล เล่าว่า จาก 20 ปีที่ผ่านมาที่เริ่มมีราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ก็เริ่มมีการพัฒนาในการดูแลสุขภาพตาของประชาชนมาเรื่อยๆ ซึ่งคงต้องยอมรับว่ามีการพัฒนาปรับเปลี่ยนไปตามสังคมและวัฒนธรรม แต่ ณ ปัจจุบันกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค AEC ทางราชวิทยาลัยฯ จึงมีแนวทางและนโยบายในการดำเนินการเพื่อเข้าสู่ AEC และไปสู่ระดับนานาชาติ โดยราชวิทยาลัยฯ ได้เป็นผู้นำสมาคมจักษุแพทย์ของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ในการก่อตั้งสมาคมจักษุวิทยาในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Ophthalmology Society) หรือ AOS ซึ่งเวทีนี้จะเปิดโอกาสให้จักษุแพทย์จากอาเซียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนความร่วมมือในการป้องกัน รักษา บรรเทา และฟื้นฟู โรคทางจักษุวิทยาทุกแขนง

นอกจากนี้ในปี 2559 ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยก็จะเป็นเจ้าภาพการจัดงานประชุมใหญ่ถึง 2 งานด้วยกัน คือ งานประชุมต้อหิน ในระดับเอเชียแปซิฟิก และงานประชุมเกี่ยวกับโรคทางจอประสาทตา ในระดับเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเติบโตและพัฒนาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ           
แม้ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ จะมีความพร้อมก้าวสู่ AEC แล้วก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ราชวิทยาลัยฯ ยังมีความกังวลอยู่มากก็คือ สถานการณ์โรคต้อกระจกในประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ นพ.ไพศาล ให้ข้อมูลว่า

“จากการสำรวจตาบอดในประเทศไทยมาทั้งหมด 5 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี 2526 เราพบว่ามีความชุกของตาบอดถึง 1.14% ซึ่งจริงๆ แล้วอัตราตาบอดที่ยอมรับได้ในประเทศที่เจริญแล้ว หรือที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้คือต้องไม่มากกว่า 0.5% และเมื่อมีการสำรวจในปีถัดๆ มาจะพบว่าอัตราตาบอดมีจำนวนลดลงเล็กน้อย และในการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2556 เราพบว่าอัตราตาบอดยังอยู่ที่ 0.6% ซึ่งพบว่าสาเหตุของตาบอดดังกล่าวเกิดจากต่อกระจกถึง 69.7% ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก และทางราชวิทยาลัยฯ กำลังรณรงค์แก้ปัญหาดังกล่าวอยู่”

ถ้ามองสาเหตุตาบอดของประเทศในยุโรปและอเมริกา ส่วนใหญ่จะมาจากโรคของจอตา ต่างจากประเทศไทยที่สาเหตุของอาการตาบอดนั้นมาจากโรคต้อกระจก  แสดงให้เห็นว่าคนไข้ไทยยังเข้าถึงบริการการรักษาได้ไม่ดี ระบบการให้บริการทางด้านจักษุยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ  ซึ่งหากมีการพัฒนาการแพทย์ด้านการรักษาโรคตาให้ดีขึ้น โอกาสที่ประชาชนจะสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อกระจกก็จะน้อยลงด้วย

ดังนั้นราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย จึงมุ่งให้ความสำคัญในการลดจำนวนผู้ป่วยโรคต้อกระจก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุในพื้นที่ห่างไกล โดยร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ริเริ่มโครงการ “รวมใจ...ไร้ตาบอดจากต้อกระจก 2560” ซึ่งโครงการนี้เสนอให้โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ ปรับกระบวนการทำงาน มุ่งเน้นการคัดกรองค้นหาผู้ที่มีตาบอดจากต้อกระจกในชุมชน พร้อมจัดให้เข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนและรอผ่าตัดโดยเร็ว นอกจากนี้ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ยังทำหน้าที่ดูแลให้การคัดกรอง การผ่าตัด และการดูแลหลังผ่าตัด ให้เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการผ่าตัดในโครงการนี้

“อายุรแพทย์ มีหน้าที่สำคัญคือรักษาชีวิตคน แต่สำหรับจักษุแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาดวงตาของประชาชน เรายินดีที่จะใช้ความรู้ความสามารถในการดูแลสุขภาพดวงตาของคนไทยให้สามารถใช้งานต่อไปได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้” นพ.ไพศาล  ร่วมวิบูลย์สุข  กล่าวทิ้งท้าย  


โพสเมื่อ: 2018-02-17

ผู้เข้าชม: 609