Articles
Categories :
มะเร็งตับ..มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจพบไว รักษาได้ทัน
ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้คนเริ่มให้ความสนใจในเรื่องโรคมะเร็งมากขึ้น ทั้งในแง่ของการรักษาและการเฝ้าระวังเช่นเดียวกับ “มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร”

              มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร มีหลายชนิด เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของคนเรานั้นประกอบด้วยการทำงานของหลายอวัยวะ เริ่มตั้งแต่ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไปจนถึงทวารหนัก 
              แพทย์หญิง วรวรรณ บุญรักษา  อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหาร  โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ฯ ให้ข้อมูลว่า นอกจากนี้ยังมีอวัยวะอื่นๆ ซึ่งเป็นอวัยวะในระบบทางเดินอาหารอีก เช่น ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี และท่อทางเดินน้ำดี ดังนั้นอาการที่นำมาของโรคมะเร็งในระบบนี้ จึงขึ้นกับตำแหน่งที่เกิดโรคเช่น การกลืนอาหารลำบาก อาการปวดท้อง การขับถ่ายที่ผิดปกติ การมีตาเหลืองขึ้นหรือภาวะดีซ่าน ซึ่งเป็นอาการของโรคมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับหรือมะเร็งท่อน้ำดี ตามลำดับนอกจากนี้ยังมีอาการโดยรวมที่พบได้ในโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด คือ อาการเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้ลดลง และภาวะน้ำหนักที่ลดลง

มะเร็งตับ
          เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ และเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยเรื้อรัง นำมาสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร  แม้ว่าความก้าวหน้าของการรักษาจะดีขึ้นมาก แต่พบว่าผู้ป่วยมักได้รับการวินิจฉัยโรคเมื่อการดำเนินโรคไปไกลแล้ว ทั้งนี้หากพบโรคในระยะต้น อาจรักษาหายหรือมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้
           สำหรับการเฝ้าระวังมะเร็งตับนั้น ในต่างประเทศรวมทั้งประเทศไทย กลุ่มแพทย์สหสาขาได้แก่ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร, อายุรแพทย์โรคมะเร็ง, ศัลยแพทย์ และรังสีแพทย์ ได้มีแนวทางร่วมกันในการเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ โดยดูจากกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรค ได้แก่ กลุ่มผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง และกลุ่มที่ยังไม่เป็นตับแข็ง คือ ผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไปและในผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป, ผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังและมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับ และผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ที่มีพังผืดในตับอย่างน้อยระดับ 3 โดยคนกลุ่มนี้ควรได้รับการทำอัลตร้าซาวน์ช่องท้องส่วนบนอย่างน้อยทุก 6 - 12 เดือน หรือร่วมกับการตรวจเลือดดูระดับ AFP (Alfa-fetoprotein) อย่างน้อยทุก 6 - 12 เดือน
           การที่จะทราบว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับหรือไม่นั้น สามารถสังเกตได้จากอาการบางอย่าง โดยผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง อาจมีอาการตาเหลือง ท้องโตหรือท้องมาน มีจุดเส้นเลือดคล้ายใยแมงมุมขนาดเล็กที่บริเวณหน้าอก แต่ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งในระยะต้น หรือกลุ่มผู้ที่ยังไม่เป็นตับแข็ง อาจไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ให้ดูจากความเสี่ยงเช่น การดื่มสุรา การเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เหล่านี้ต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม เช่น การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ การตรวจเลือดค้นหาไวรัสตับอักเสบบีและซี การทำอัลตราซาวน์ตับ และหากพบว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว ควรเริ่มรักษาความเสี่ยง โดยการรักษาไวรัสตับอักเสบที่ตรวจพบ การเลิกดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ ตามวิธีที่กล่าวไปข้างต้น และหากคัดกรองแล้วพบสิ่งที่สงสัยมะเร็งตับ สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมได้ ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการตรวจทางพยาธิวิทยาของชิ้นเนื้อ
ด้านการรักษามะเร็งตับในปัจจุบันหากคัดกรองพบโรคในระยะต้นๆ การรักษาจะมุ่งเน้นเพื่อโอกาสของการหายขาดหรือการมีอายุที่ยืนยาวขึ้น เช่น การผ่าตัดตับ การเปลี่ยนตับ แต่หากตรวจพบในระยะที่โรคดำเนินไปไกลแล้ว เป้าหมายของการรักษาคือเพื่อควบคุมโรค เช่น การทำลายก้อนมะเร็งตับเฉพาะที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรค สภาพการทำงานของตับ และสภาวะของผู้ป่วย โดยบางรายอาจใช้หลายวิธีร่วมกัน 

มะเร็งลำไส้ใหญ่
             หากจะกล่าวถึงมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ก็ต้องกล่าวถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื่องจากเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุด ของโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร คือพบเป็นอันดับต้นๆทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ผู้ที่เป็นมะเร็งนี้ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการที่ชัดเจน ทำให้โรคดำเนินไปจนถึงระยะที่แสดงอาการ เช่น การขับถ่ายที่ผิดปกติ  ถ่ายลำบาก มีมูกเลือดปนในอุจจาระ อาจมีอาการปวดท้อง เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด
สำหรับปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีทั้ง ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม เช่น การมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่การเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังบางชนิด  และปัจจัยเสี่ยงทางด้านภาวะแวดล้อม เช่น ภาวะอ้วน การบริโภคเนื้อแดง เนื้อสัตว์แปรรูป และการสูบบุหรี่
                การคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีหลายวิธีเช่น การตรวจหาเลือดออกแฝงในอุจจาระ ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้หากพบว่าผลเป็นบวก ควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อไป, การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ สามารถตรวจหาติ่งเนื้อได้ตลอดทั้งลำไส้ใหญ่ และหากพบรอยโรคผิดปกติ หรือติ่งเนื้อ ก็สามารถตัดชิ้นเนื้อหรือติ่งเนื้อออกได้ทางกล้อง และนำไปตรวจทางพยาธิต่อไป, การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ ข้อดีคือ ตรวจลำไส้ใหญ่ได้ตลอดลำไส้เห็นพยาธิสภาพนอกลำไส้ หากพบติ่งเนื้อหรือรอยโรคที่ผิดปกติ จากการตรวจด้วยวิธีนี้ควรได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อตัดติ่งเนื้อหรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิ และทำการรักษาต่อไป นอกจากนี้ยังมี การตรวจหาดีเอ็นเอที่ผิดปกติในอุจจาระ ซึ่งการคัดกรองในกลุ่มบุคคลทั่วไปสามารถเริ่มตั้งแต่อายุ 50 - 85 ปี โดยการจะเลือกวิธีตรวจคัดกรองแบบใดนั้น ขึ้นกับการตัดสินใจของผู้ป่วยร่วมกับความเห็นของแพทย์ และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละรายโดยความถี่ของการตรวจขึ้นกับชนิดของวิธีการตรวจ เช่น แนะนำตรวจหาเลือดออกแฝงในอุจจาระทุก 1 ปี, ตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ทุก 5 ปี, หรือการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทุก 10 ปีแต่ในกรณีผู้ป่วยที่เสี่ยงสูงเช่นโรคมะเร็งพันธุกรรม หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองให้เร็วขึ้นตามความเห็นของแพทย์
                สำหรับแนวทางการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กรณีเป็นเพียงติ่งเนื้อหรือติ่งเนื้อมะเร็งระยะต้นการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ และตัดติ่งเนื้อออกไป เป็นการรักษาอย่างหนึ่ง, ระยะถัดมาที่ไม่สามารถตัดออกได้ทางกล้อง คือการผ่าตัด ร่วมกับการใช้รังสีรักษา หรือการใช้ยาเคมีบำบัด,ในระยะที่มีการแพร่กระจายนอกจากการใช้ยาเคมีบำบัด ยังมีการใช้ยากลุ่มใหม่คือยารักษามุ่งเป้าระดับโมเลกุลอีกด้วย  โดยในการรักษาเพื่อให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ต้องอาศัยการร่วมมือของทีมแพทย์สหสาขาทั้งอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา ศัลยแพทย์ และแพทย์รังสีรักษา
              จะเห็นได้ว่าโรคมะเร็งทั้ง 2 ชนิดนี้พบได้บ่อย ไม่ใช่โรคที่ไกลตัว และหากมีการคัดกรองโรคตั้งแต่แรกเริ่ม ก็มีโอกาสรักษาหายขาด หรือเพิ่มโอกาสการมีอายุที่ยืนยาว ดังนั้นหากพบว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวมีความเสี่ยงควรรีบปรึกษาแพทย์
               หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ฯ โทร. 081-572-4637, 095-367-6155 (ติดต่อคุณจินตนา กมลสาร)


โพสเมื่อ: 2018-02-17

ผู้เข้าชม: 3096