Articles
Categories :
8 วิธี ห่างมะเร็งด้วยอาหาร ตามแนวทาง “โภชนบำบัดแบบวะตะโย”
นอกจากเงินทองแล้วสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตของคนนั้นก็คงจะเป็นการที่เรามีสุขภาพร่างกายที่ดี ถ้าเราไม่ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ โรคต่างๆ ก็มักจะ อย่างที่เขาว่ากันว่า “ถ้าเราไม่รักตัวเองก่อนแล้วใครจะมารักเรา”

     โรคที่คร่าชีวิตของคนเกือบทั้งโลกไปมากที่สุดในตอนนี้ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า “โรคมะเร็ง” เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนเกือบทั้งโลกไปเป็นจำนวนมาก เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการรักษาโรคนี้ด้วยทางการแพทย์แผนปัจจุบัน มีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ การผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายรังสี ซึ่งก็ยังมีข้อกังขาอยู่ว่า 3 วิธีการนี้ให้ผลที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง
     ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ นายแพทย์ทะกะโฮะ วะตะโย เริ่มศึกษาโภชนบำบัดกับโรคมะเร็งอย่างจริงจัง จนกระทั่งจัดทำแนวทางการดื่มและกินที่มีผลในการรักษาโรคมะเร็งขึ้น ซึ่งเรียกว่า “โภชนบำบัดแบบวะตะโย” เบื้องต้นจากการศึกษาที่ให้คำแนะนำด้านโภชนาการพบว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มและกินช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น รวมถึงมีอัตรารอดชีวิตจาก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็น 66.3 เปอร์เซ็นต์ นายแพทย์ทะกะโฮะได้ตั้งปณิธานไว้ว่าปรารถนาจะเพิ่มอัตราการหายจากโรคมะเร็งให้จงได้ เรียกได้ว่าวิธีนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีกำลังใจในการดูแลตัวเองมากขึ้น
     ปัจจุบันเรายังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของโรคมะเร็งได้ แต่สาเหตุหลักของมะเร็งเท่าที่ทราบในปัจจุบันคือ กรรมพันธุ์ ไวรัสและเชื้อโรค รังสีอัลตร้าไวโอเลต สารกัมมันตรังสี อาหาร และสารปรุงแต่งอาหารบางชนิด ตลอดจนวัตถุเคมีบางชนิด เป็นต้น สรุปได้ว่าส่วนที่ทำให้เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งมี 4 ประเด็นคือ
1. การกินเกลือหรืออาหารรสเค็มในปริมาณมากเกินไป ทำให้แร่ธาตุเสียสมดุล เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร
2. อุปสรรคในการไหลเวียนของกรดซิตริก หากวัฏจักรกรดซิตริกดำเนินไปได้ไม่ราบรื่น จะทำให้เอทีพีไม่เพียงพอ ส่งผลให้แร่ธาตุภายใน และนอกเซลล์เสียสมดุล จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง
3. การเกิดอนุมูลอิสระ (Oxygen active) มากเกินไป เพราะอนุมูลอิสระทำให้เกิดออกซิเดชันทำร้ายเซลล์และสารรอบข้าง ถ้ามีอยู่ในร่างกายมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
4. กินโปรตีนและไขมันจากสัตว์มากเกินไป
     ซึ่งหากเราทราบสาเหตุดังกล่าว เราก็อย่าชะล่าใจไป การเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์มากต่อการรักษาโรคมะเร็งด้วย
สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือการกินอาหารเพื่อขจัดเซลล์มะเร็งในร่างกายตามแนวทางพื้นฐานของการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนบำบัด มี 8 ประการดังนี้
1. กินอาหารที่แทบไม่มีส่วนผสมของเกลือเลย
2. จำกัดโปรตีนและไขมันจากสัตว์ (สัตว์สี่เท้า) รวมถึงเนื้อไก่และเนื้อปลา อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าสภาพร่างกายจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง
3. กินผักผลไม้ปริมาณมาก ถือเป็นกลไกสำคัญของการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนบำบัด โดยบริโภค “น้ำผักผลไม้สด” 1.5 - 2 ลิตรต่อวันเป็นอย่างน้อย
4. กินถั่ว ธัญพืช และจมูกข้าว หรือกินข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีตให้มาก รวมถึงกินถั่วและจมูกข้าวที่อยู่ในธัญพืช
5. กินโยเกิร์ต สาหร่ายทะเล และเห็ด อาหารทั้ง 3 อย่างนี้ “ยกระดับภูมิคุ้มกัน” ได้ จึงถือเป็น “สารภูมิคุ้มกันธรรมชาติ” โดยเฉพาะแลคโตบาซิลลัสซึ่งสำคัญที่สุด พบได้ในโยเกิร์ต ควรกินให้ได้อย่างน้อยวันละ 300 กรัม
6.  กินน้ำผึ้ง มะนาว และยีสต์หมักเบียร์ แนะนำให้กินน้ำผึ้งวัน 2 ช้อนโต๊ะ มะนาววันละ 2 ผล ส่วนยีสต์ที่ใช้หมักเบียร์ เช่น ยากระเพาะลำไส้ หรือ EBIOS ของญี่ปุ่น กินเช้าเย็นครั้งละ 10 เม็ด
7. กินน้ำมันมะกอกและน้ำมันงา เพื่อสร้างสมดุลของกรดไขมัน ด้วยการลดน้ำมันพืชชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว n - 6 และเพิ่มการกินกรดไขมันไม่อิ่มตัว n - 3 กับกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากขึ้น แต่ต้องระวังไม่กินน้ำมันพืชมากเกินไป
8. ดื่มน้ำสะอาด งดเหล้า และบุหรี่ ควรเลือกดื่มน้ำธรรมชาติ หรือน้ำสะอาดจากเครื่องกรอง โดยดื่มอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (รวมกับน้ำในอาหารด้วย) เหล้าและบุหรี่ เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรงดอย่างเด็ดขาด

     อย่างไรก็ตามวิธีรักษามะเร็งที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการรักษาตามวิธีของแพทย์แผนปัจจุบัน โดยใช้การรักษาหลัก 3 ประการ คือ การผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายรังสี โดยสามารถทำควบคู่ไปกับโภชนบำบัดแบบวะตะโยได้ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีทำให้อัตราการรักษาหายสูงขึ้นอย่างแน่นอน คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นตามอีกด้วย อีกเรื่องที่ไม่ควรลืมก็คือกำลังใจและจิตใจที่แข็งแรงของผู้ป่วย ทั้ง 2 อย่างที่สำคัญนี้คือยารักษาที่ดีอีกหนึ่งชนิดของผู้ป่วย กำลังใจจากคนในครอบครัวนั้นก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมากเหมือนกัน ดังนั้นการดูแลรักษาตัวเองตั้งแต่วันนี้ จะหายได้ในที่สุดในวันข้างหน้า
 



ขอบคุณข้อมูลจาก นานมีบุ๊คส์
 


โพสเมื่อ: 2017-10-29

ผู้เข้าชม: 188