Articles
Categories :
“แอสไพริน” ป้องกันมะเร็งได้ จริงหรือ?
ตามที่ได้มีข่าวแชร์กันทั่วไปว่า การกินยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้นั้น เท็จจริงเป็นอย่างไร ไปหาคำตอบกัน


           Acetyl Salicylic Acid : ASA  Aspirin(R) มีการค้นพบมานานเกือบร้อยปี โดยนักเคมีชาวเยอรมัน และต่อมาได้ผลิตออกมาจำหน่ายโดย บ.ไบเออร์ เพื่อใช้เป็นยาแก้ปวด แต่พบว่ามีผลข้างเคียงคือเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร (อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ) ซึ่งภายหลังพบกลไกว่าเกิดจากผลของยาที่ยับยั้งสารเคมีในร่างกายที่ทำให้เกิดอาการอักเสบ และนำความรู้สึกปวด
           นอกจากนั้นยังยับยั้งการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือดจึงทำให้เลือดออกง่ายกว่าปกติ และในเวลาต่อมาเราจึงได้นำคุณสมบัติข้อนี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดจากเกล็ดเลือดอุดตัวในเส้นเลือดหัวใจ และยังใช้ป้องเส้นเลือดสมองอุดตันอีกด้วย โดยเฉพาะคนที่อ้วน เป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง จะเห็นได้ว่า แอสไพรินคือตัวอย่างของการวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ประโยชน์จากสารเคมีเพื่อเป็นยาอย่างเป็นขั้นตอน
            ปัจจุบันในบรรดาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) ทั้งหลายที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในสังคมผู้สูงอายุ พบว่าการศึกษาวิจัยในประเทศทางตะวันตกนั้นนอกจากโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบบ่อย ก็จะมีโรคมะเร็งที่พบมากขึ้นจนเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นของคนทั่วโลก แน่นอนว่าย่อมต้องมีผู้ที่เป็นโรคหัวใจและกินยาแอสไพรินอยู่ด้วย แพทย์นักวิจัยได้ศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่กินยาแอสไพรินนั้น จะมีการเกิดโรคมะเร็งลำไส้น้อยกว่าคนทั่วไปที่อายุเท่ากัน แต่ผลนี้อาจจะเป็นความบังเอิญก็ได้ จึงได้มีคณะแพทย์ในยุโรป ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ และนำเสนองานวิจัยในการประชุมโรคทางเดินอาหาร UEG week ครั้งที่ 25 ในเดือน ตุลาคม 2560 ที่กรุงบาเซโลน่า 
             พบว่า จากผู้ป่วยกว่า 600,000 คน เปรียบเทียบกลุ่มผู้ป่วยที่แพทย์สั่งให้กินยาแอสไพรินในระยะยาว (อย่างน้อย 6 เดือน ระยะเวลานานเฉลี่ย 7.7 ปี) กับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ยาแอสไพริน เพื่อประเมินการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ปรากฏว่า กลุ่มที่ได้แอสไพรินมีอัตราการเกิดมะเร็งลดลงดังนี้
            - มะเร็งหลอดอาหารและตับลดลง 47%
            - มะเร็งกระเพาะอาหารลดลง 38%
            - มะเร็งตับอ่อนลดลง 34%
            - มะเร็งลำไส้ลดลง 24%


            โดยมะเร็งลำไส้ กระเพาะอาหาร ตับ และตับอ่อน รวมกันแล้วเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ป่วยมากที่สุดในยุโรป ดังนั้น ถ้าเราสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งของทางเดินอาหารได้ จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มาก
             แม้ว่า “แอสไพริน” จะถูกนำไปใช้ทั่วโลกเพื่อรักษาอาการต่างๆ ตั้งแต่บรรเทาอาการปวดในระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว แต่วงการแพทย์ยังคงถกเถียงกันในเรื่องของการใช้ยาแอสไพริน โดยเฉพาะผลการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด เทียบกับการเกิดผลข้างเคียงที่อาจรุนแรงเช่น เลือดออกในทางเดินอาหารรุนแรง หรืออาการแพ้ยา และผลต่อการทำงานของไต ดังนั้นการชั่งน้ำหนักทุกด้าน ทั้งประโยชน์, ผลข้างเคียง, น้ำหนักหลักฐานจากงานวิจัย และราคา จึงเป็นทางออกที่เหมาะสม

              เพราะฉะนั้นการใช้แอสไพรินเพื่อลดการเกิดมะเร็งในคนไทยโดยทั่วไปยังไม่ควรใช้เป็นมาตรฐาน แต่ควรเลือกทำการศึกษาในกลุ่มที่เสี่ยงสูงต่อมะเร็งทางเดินอาหาร เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ใช้ยาจริงกับยาหลอก ติดตามอัตราการเกิดมะเร็ง การเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร เทียบกันก่อน ถ้ามีความปลอดภัย และได้ประโยชน์จึงประกาศใช้ในแนวทางการรักษาแห่งชาติ ไปพร้อมกับการจัดการลดความเสี่ยงอื่นๆ ที่เป็นเป็นจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง


 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก         
นพ. จิรเจษฎ์ สุขสุเพิ่ม
ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็ง และ HIFU รพ.จุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต
 


Tag Keyword : แอสไพริน, มะเร็งลำไส้, มะเร็งตับ, มะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งหลอดอาหาร, โรคหัวใจและหลอดเลือด, ยาแก้ปวด

โพสเมื่อ: 2018-02-28

ผู้เข้าชม: 1147