Articles
Categories :
“ตื่นเช้าอีกนิด” พิชิตอาการปวดหัวได้
เชื่อหรือไม่? ประเทศญี่ปุ่นมีผู้ป่วยด้วยอาการปวดศีรษะมากถึง 1 ใน 4 คน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของการปวดศีรษะที่น่ากลัวก็คือ “ปวดศีรษะจากการกินยามากเกินไป” นั่นเอง


         จริงๆแล้วสาเหตุของการปวดหัวมีมากมายจนนับไม่ถ้วน เช่น จากการใช้สายตาอย่างหนัก, นอนไม่เป็นเวลา, มีความเครียด, ดื่มแอลกอฮอล์, ความหนาว – ความร้อน, ความกดอากาศเปลี่ยนแปลง อีกทั้งกลิ่น สารสังเคราะห์ เช่น วัสดุก่อสร้าง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน ของคุณผู้หญิง เป็นต้น
         กรณีการปวดศีรษะเรื้อรังที่เป็นมายาวนานหลายปี สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามสาเหตุและการแสดงอาการ คือ
         1. ปวดศีรษะจากความเครียด : เกิดจากความเครียดของกล้ามเนื้อ ลักษณะคือปวดศีรษะทั่วบริเวณหรือปวดบีบๆ เฉพาะส่วนหลัง
 
         2. ปวดศีรษะไมเกรน : เกิดขึ้นกับศีรษะซีกเดียว ปวดตุบๆ เหมือนจังหวะชีพจร เกิดขึ้นได้บ่อยเมื่อเครียด หรือเมื่อฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงช่วงก่อนและหลังมีประจำเดือน สอดคล้องกับการหดและคลายตัวของเส้นเลือด ก่อนมีอาการจะมีสัญญาณ เช่น ปวดจี๊ดบริเวณเบ้าตา หาวนอน

         3. ปวดศีรษะเป็นชุด : มักเกิดตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ใน 1 ปี จะมีช่วงหนึ่งที่เกิดได้บ่อย จะรู้สึกปวดศีรษะซีกหนึ่งและบริเวณเบ้าตา
 
           และเป็นที่น่าสังเกตว่า ทุกครั้งที่เริ่มมีอาการปวดหัว หรือเริ่มจากปวดเบ้าตาแล้วและจะมีอาการปวดหัวตามมานั้น คนส่วนใหญ่ก็จะรีบไปพึ่งยา หายาที่คิดว่าน่าจะทำให้อาการดีขึ้นมากิน โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ปวด เมื่อทำเช่นนี้บ่อยๆ สมองจะไวต่ออาการปวดจนปวดรุนแรงขึ้นและบ่อยขึ้น ต้องกินยาซ้ำทุกวัน และอาจต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นๆ ในที่สุดก็อาจตกอยู่ในภาวะ “ปวดศีรษะจากการกินยามากเกินไป” ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย

หากมีอาการต่อไปนี้ ให้สงสัยเลยว่า คุณกำลังตกอยู่ในภาวะ “ปวดศีรษะจากการกินยามากเกินไป”
1. ทรมานจากการปวดหัวมากกว่า 15 วันต่อเดือน
2. กินยาแก้ปวดหัวเดือนละมากกว่า 10 วัน
3. เมื่อตื่นขึ้นตอนเช้าก็รู้สึกปวดหัวทันที
4. ยาที่เคยใช้ได้ผลกลับใช้ไม่ได้ผลแล้ว
5. ปวดหัวมากกว่าตอนที่ยังไม่เริ่มกินยา
6. ระดับความปวด อาการบริเวณที่ปวด เปลี่ยนไปในแต่ละวัน


          วิธีรักษาอาการทั้งหมดที่กล่าวไปนั้น ทำได้เพียงการขาดจากยา และเลิกกินยาเท่านั้น ซึ่งวิธีหลุดพ้นจากชีวิตที่ต้องพึ่งยาแก้ปวดหัวสามารถทำได้ดังนี้

* ตื่นแต่เช้า *
ตื่นแต่เช้าขึ้นมารับแสงแดดยามเช้าให้เป็นนิสัย จะช่วยให้นาฬิกาชีวภาพในร่างกายเราถูกรีเซตใหม่ เมื่อตื่น 6 โมงเช้าแล้วเข้านอน 5 ทุ่ม ส่วนมากคนเราจะนอนหลับได้ตามธรรมชาติหลังจากตื่น 17 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้การหลั่งฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติ และช่วยให้ภาวะจิตใจคงที่มากขึ้น


* พยายามสูดหายใจลึกๆ *
ลองวิธีผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ จะช่วยให้สามารถหายใจได้ลึกขึ้นตามธรรมชาติ ส่งผลให้จิตใจรู้สึกสงบขึ้น


* ออกกำลังกาย *
การเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น เดินเร็ว ทำงานบ้าน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้ โดยเฉพาะคนที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ให้พยายามขยับร่างกายบ่อยๆ เช่น ยืดหลัง บริหารหมุนต้นคอ หัวไหล่ ต้นขา และนวดน่อง 1 – 3 ครั้งต่อเนื่องกันใน 1 สัปดาห์ อาการปวดหัวเรื้อรังจะดีขึ้น

 
         คำแนะนำดีๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ การดูแลรักษาตนเองจากการปวดหัวด้วยวิธีนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนแล้วละค่ะ
 


ขอบคุณข้อมูลจาก
หนังสือ “อย่าให้ยาฆ่าคุณ”
โดย นายแพทย์ คนโด  มะโกะโตะ


Tag Keyword : ยาแก้ปวด, ตื่นเช้า, ปวดศีรษะ, ปวดไมเกรน, เครียด

โพสเมื่อ: 2018-02-15

ผู้เข้าชม: 643