Articles
Categories :
เข้าใจ - ยอมรับ เอชไอวีกับเอดส์แตกต่างกัน
เรื่องใกล้ตัวที่ใครหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะเอามาพูดในชีวิตประจำวันอย่างโจ่งแจ้ง “เพศสัมพันธ์” ในความเป็นจริง คือ เรื่องใกล้ตัวเราทุกคนมากที่สุด

       เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมกับคนที่มีอายุ 18+ ขึ้นไปก็จริง แต่มันเป็นสัญชาตญาณในวงจรการใช้ชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เกิดโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าไม่มีการป้องกันหรือไม่มีความเข้าใจที่ดี ปัญหาด้านสุขภาพก็จะตามมาภายหลัง ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติได้กำหนด วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปีให้เป็นวันเอดส์โลก 

        นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเอชไอวีกับเอดส์ว่า “เอชไอวี” ไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัส ผู้มีเชื้อเอชไอวีจะไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะยังไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่สัมพันธ์กับเอดส์ ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์หลังรับเชื้อ ร่างกายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต จากนั้นจะหายไปเอง ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ อาการนี้ คือ ระยะที่ 1 หรือ ระยะไม่มีอาการ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้ เรียกว่า ผู้มีเชื้อเอชไอวี หรือ ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี
       แต่ “เอดส์” คือ กลุ่มอาการที่เกิดต่อเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ไปสู่ระยะมีอาการที่สัมพันธ์กับเอดส์ ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว เป็นผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำกว่าปกติ ทำให้ติดเชื้อโรคโรคฉวยโอกาสต่างๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ
       นายนิมิตร์ อธิบายต่อว่า ในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกาย แต่ยังไม่มีอาการป่วย เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพราะร่างกายของเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้อยู่ และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆ เรียกว่า เริ่มมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่อยู่ในระยะนี้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยเอดส์ เนื่องจากโรคที่เราป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงเรียกว่า โรคฉวยโอกาส ซึ่งทุกโรครักษาได้ หลายโรคป้องกันไม่ให้ป่วยได้ ดังนั้นหากไม่รับเชื้อเพิ่ม รวมทั้งได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวี สุขภาพก็จะแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย เอดส์รู้เร็วรักษาได้ ถ้าไม่เกิน 30 วันก็ยังถือว่าเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลันอยู่ ยังมีโอกาสมีความหวังที่จะควบคุมปริมาณไวรัสให้เหลือน้อยที่สุด แต่ถ้าเกินกว่านั้นก็ยังไม่เป็นอะไร เราสามารถกินยารักษาต้านเชื้อไวรัสตามเกณฑ์ที่กำหนด ดูแลร่างกายดีๆ ก็สามารถควบคุมโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น 
       
       ทุกคนจะห่างไกลเอดส์ได้ด้วย
3 แนวทางป้องกัน ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ดังนี้ โดย 1. เรามักมีเพศสัมพันธ์ โดยที่ไม่ได้ป้องกัน หรือไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยเลยหรือไม่ 2. คู่ของเราไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยหรือไม่ หรือเรามีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อยหรือไม่ และ 3. ถ้าหากมีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ ควรเข้ารับการไปตรวจหาเชื้อเอชไอวี
       นายนิมิตร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะยุติปัญหาเอดส์ได้ คือ การสวมถุงยางอนามัย ซึ่งป้องกันได้ทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ปัจจุบันคนไทยทุกคนสามารถไปตรวจเอดส์ได้ฟรี ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศปีละ 2 ครั้ง สำหรับผู้ที่สนใจขอรับคำปรึกษาปัญหาเอดส์และท้องไม่พร้อม สามารถติดต่อได้ที่ โทร.1663 ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.
      อีกด้านหนึ่งของสังคมที่เข้าใจผิดในเรื่องการติดเชื้อ และการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี จึงเป็นความถูกต้องที่ต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือ “โรคเอดส์” การเปิดใจและยอมรับเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้สังคมคลายความกังวลไปจากความคิดแบบเดิมได้ ความเข้าใจและการยอมรับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีรวมทั้งผู้ป่วยเอดส์ได้อย่างปกติสุข จะทำให้การใช้ชีวิตของทุกคนในสังคมไม่มีคำว่า ความแตกต่างได้ตลอดไป
 


โพสเมื่อ: 2017-12-06

ผู้เข้าชม: 104