Articles
Categories :
มหันตภัย โรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจุบันมีรายงานสถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองจากทั่วโลก พบว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 2 ของประชากรอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลก และเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 5 ของประชากรอายุระหว่าง 15-59 ปี

      มหันตภัย โรคหลอดเลือดสมอง
      ปัจจุบันมีรายงานสถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองจากทั่วโลก พบว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 2 ของประชากรอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลก และเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 5 ของประชากรอายุระหว่าง 15-59 ปี โดยในแต่ละปีมีคนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งมากกว่าคนทั่วโลกที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ วัณโรค และโรคมาลาเรียรวมกัน นอกจากนี้องค์การโรคหลอดเลือดสมองโลกคาดการณ์ว่า ในปีนี้ ค.ศ.2015 หรือ พ.ศ.2558 คนทั่วโลกจะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองถึง 6.5 ล้านคน  รวมทั้งในประเทศไทยด้วย
โรคหลอดเลือดสมองมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายส่วนหนึ่งเกี่ยวโยงกับการรับประทานอาหาร โรคประจำตัว พฤติกรรมความเป็นอยู่ และปัจจัยภายนอกอีกมากมาย
 
     โรคหลอดเลือดสมอง
      พญ.อรอุมา ชุติเนตร แพทย์ประจำศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า   โรคหลอดเลือดสมองคือโรคที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้มีสมองขาดเลือด หรือมีเลือดออกในสมอง ส่งผลให้เนื้อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติไป โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ
1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบได้ประมาณ 80%    เกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยคือการสะสมของไขมันและหินปูนที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง  
2. โรคหลอดเลือดสมองแตก  พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบาง พบได้บ่อยในคนที่มีความดันโลหิตสูงมาเป็นเวลานาน ทำให้หลอดเลือดที่เปราะบางนั้นโป่งพองและแตกออก ซึ่งทั้ง 2 กรณีจะทำให้เนื้อสมองสูญเสียการทำงานเนื่องมาจากไม่ได้รับอาหารและออกซิเจนจากเลือดอย่างเพียงพอ  ทำให้เกิดอาการตามตำแหน่งที่เนื้อสมองเสียไป เช่น เกิดอาการแขนขาชาหรือแขนขาไม่มีแรงทันทีทันใด   มักเป็นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย  อาการอย่างอื่นที่อาจพบได้  เช่น  มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ  พูดสับสน  พูดเสียงลิ้นคับปาก  พูดไม่ออก พูดไม่รู้เรื่อง ตามัว เห็นภาพซ้อน ปากเบี้ยว   เดินเซ  ทรงตัวไม่อยู่  หรืออาจหมดสติได้
                “โรคหลอดเลือดสมองแตกและหลอดเลือดสมองตีบ จะมีอาการคล้ายๆ กัน คือ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ลิ้นคับปาก พูดไม่ออก พูดไม่รู้เรื่อง ตามัว เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก สำลัก เวียนศีรษะหรือปวดศีรษะ ซึ่งมักเกิดอาการอย่างเฉียบพลันทันทีทันใดหรือค่อยเป็นค่อยไปในเวลาไม่กี่วัน  บางคนอาจจะโชคดีหน่อยที่อาการหายได้เร็วภายใน 24 ชั่วโมง เรียกว่าเป็น  ภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack,  TIA) ซึ่งถือว่าเป็นอาการเตือนมีโอกาสเป็นเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบตามมาได้มาก ควรรีบมาโรงพยาบาล”
                ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ง่ายได้แก่  โรคความดันโลหิตสูง  (สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท) โรคไขมันในเลือดสูง (ที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่า  200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหรือมีระดับ LDL สูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) โรคเบาหวาน  โรคหัวใจเต้นผิดปกติ  ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ  ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าระดับปกติ  ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายและผู้ที่มีญาติใกล้ชิดป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
     พญ.อรอุมา อธิบายเพิ่มเติมว่า  “ ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ หลักๆ เกิดจากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ส่วนภาวะหัวใจผิดปกติ เช่นหัวใจเต้นผิดจังหวะ สามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดอยู่ในหัวใจ ซึ่งลิ่มเลือดอาจหลุดออกไปอุดตันตามหลอดเลือดต่างๆ ถ้าเกิดหลุดไปอุดตันในหลอดเลือดสมองก็จะกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือหากลิ่มเลือดไปอุดตันที่อวัยวะใด อวัยวะส่วนนั้นก็จะมีความผิดปกติเกิดขึ้น”
     โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่ป้องกันได้ โดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้อยู่ในภาวะปกติมากที่สุด ถ้าเป็นความดันสูง ก็ต้องควบคุมความดันให้ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เป็นเบาหวานต้องควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูง  เพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา     
          
     การวินิจฉัย
     พญ.อรอุมา ให้ข้อมูลว่า  “ การตรวจวินิจฉัยโรคนี้จะทำเมื่อมีอาการเกิดขึ้น การตรวจเอ็กซเรย์สมองก่อนเพื่อป้องกันโดยยังไม่มีอาการไม่สามารถจะยืนยันได้ว่าในอนาคตจะไม่เป็นโรคนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้เอ็กซเรย์สมองแล้วปกติก็ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้เราจะไม่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง เพราะฉะนั้นต้องพยายามควบคุมปัจจัยเสี่ยงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมากที่สุด ถ้าหากมีอาการอย่างที่กล่าวไปแล้ว แนะนำให้มาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด แพทย์จะถามประวัติ ตรวจร่างกาย ส่งตรวจเอ็กซเรย์สมอง เพื่อดูว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ดูว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตกหรือหลอดเลือดสมองตีบ  เพื่อจะได้ให้การรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง เพื่อป้องกันการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตและเสียชีวิตได้   เช่น ถ้ามีอาการของโรคหลอดเลือดสมองตีบ แล้วมาพบแพทย์ภายในเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง ก็อาจจะสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ ซึ่งทำให้มีอาการดีขึ้นได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับยาละลายลิ่มเลือด”
     ปัจจุบันการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองมีความก้าวหน้าและมีการพัฒนาไปมาก มีเครื่องมือที่ทันสมัย สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างทันท่วงทีและมีความแม่นยำสูง เช่น การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) ตรวจสมองด้วยคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็ก (MRI) ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยวิธีต่างๆ เช่น ตรวจหลอดเลือดสมองโดยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ โดยคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็ก หรือตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงดูหลอดเลือดใหญ่ที่คอ เพื่อดูว่ามีตะกอนไขมันสะสมที่ผนังด้านในของหลอดเลือดมากน้อยแค่ไหน
 
     การรักษา
     การรักษาโรคหลอดเลือดสมองควรต้องรักษาโดยเร็วที่สุดจึงจะได้ผลดีที่สุด
     โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน หากมีอาการและมาพบแพทย์ภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง  แพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งผู้ป่วยมีโอกาสที่จะมีอาการดีขึ้นมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับยาละลายลิ่มเลือด หลังจากนั้นจะได้รับการรักษา โดยยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาป้องกันเลือดแข็งตัวขึ้นกับสาเหตุของโรค และรักษาควบคุมปัจจัยเสี่ยง รวมทั้งการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย


ขอขอบคุณ
พญ.อรอุมา ชุติเนตร
แพทย์ประจำศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร 
แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย


โพสเมื่อ: 2017-10-25

ผู้เข้าชม: 111