Articles
Categories :
รู้และเข้าใจ “วิกฤตวัยกลางคน”
วัยกลางคนหรือ ผู้ใหญ่ในช่วงอายุ 35-50 ปี และชอบคิดทบทวน ประเมินชีวิตของตัวเองอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่จะคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก เราประสบความสำเร็จมีบ้าน มีรถ มีครอบครัวที่เพียบพร้อมแล้วหรือยัง?

           นายแพทย์ธรรมนาถ เจริญบุญ (จิตแพทย์)  ได้เขียนบทความหนึ่ง ที่สื่อความหมายของคนวัยกลางคนออกมาได้น่าสนใจ  ทั้งในเรื่องความคิด อารมณ์ ความเสื่อมของร่างกาย และสาเหตุที่ทำให้คุณก้าวเข้าสู่ “วิกฤตวัยกลางคน” 
 
..............“เฮ้ย เราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ”  เราควรจะต้อง  “ทำอะไร” แล้ว...............
 
                ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการความคิดแบบนี้ เท่ากับคุณเข้าสู่ช่วงวิกฤตวัยกลางคน หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า “midlife crisis” ซึ่ง วิกฤตวัยกลางคนนี้ ไม่ใช่โรค และไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา โดยนักวิชาการส่วนหนึ่งก็ใช้คำว่า  “ช่วงเปลี่ยนผ่านของวัยกลางคน”  แทนคำว่า  “วิกฤตวัยกลางคน”  เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาการระดับที่ควรจะเรียกว่า “วิกฤต”  ในคนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการรุนแรง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจตัดสินใจทำอะไรรุนแรง โดยไม่ไตร่ตรองทำอะไรหุนหันพลันแล่นจนสร้างปัญหาให้กับชีวิตหรือเกิดโรคซึมเศร้า........
          หากคุณคิดไม่ออก?  คุณลองนึกถึงภาพผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ลุกมาทำอะไรแบบไม่คาดฝัน อย่าง การหย่าล้างกับภรรยา , การมีเมียน้อยเพราะคิดว่าเข้ามาเติมเต็มในชีวิต , การลาออกจากงานประจำด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ , การไปเปิดร้านกาแฟแบบปุ๊บปั๊บ หรือการเอาเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อรถสปอร์ต
แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า เพราะอะไรชีวิตถึงมาวิกฤตกันที่ช่วงอายุนี้ ?
สาเหตุที่เป็นกับผู้คนในช่วงอายุนี้ นั่นก็เพราะว่า ช่วงอายุ 35-50 ปีนี้ เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเข้ามาในชีวิต ได้แก่
-ความเสื่อมของร่างกาย หลายคนกังวลและรู้สึกว่า ตัวเองไม่ฟิตเท่าเดิม เริ่มอ้วน หัวเริ่มล้าน อีกทั้งยังเป็นช่วงอายุที่เริ่มมีโรคประจำตัวมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่แข็งแรงเท่ากับตอนวัยรุ่น
-ฮอร์โมนเปลี่ยน ในสาเหตุนี้ผู้หญิงจะเห็นได้ชัดเจนกว่าผู้ชาย ผู้หญิงหลายคนในวัยนี้ จะเริ่มเข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือน ทำให้มีอาการของคนที่กำลังจะเข้าวัยทอง
 -ต้องการความสำเร็จ นอกจากจะต้องการชีวิตครอบครัวอบอุ่นแล้ว อีกเรื่องก็คือเรื่องของการทำงาน ซึ่งคนส่วนใหญ่ตอนอายุยี่สิบต้นๆ จะเป็นช่วงที่พึ่งเริ่มทำงาน ยังเรียนรู้ลองผิดลองถูก มักไม่ได้จริงจังในเรื่องความสำเร็จก้าวหน้า แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยที่เกิน 35 ปี คนส่วนใหญ่ต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต-ตระหนักได้ว่าเวลาของเราเหลืออีกไม่มาก ช่วงนี้หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่า “เฮ้ย เราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ”  หรือ  “อีกสิบกว่าปีก็เกษียณแล้ว” (หรือ “อีกสิบกว่าปี ก็อาจจะตายแล้ว”) เราควรจะต้อง “ทำอะไรสักอย่างแล้ว”
-การสูญเสียของคนใกล้ชิด ช่วงอายุนี้มักพบเหตุการณ์ที่คนใกล้ชิดเสียชีวิตได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือแม้กระทั่งเพื่อนฝูง
                                              
          เมื่อความคิดที่สับสนกับชีวิตเข้ามาอยู่ในความรู้สึก คุณก็จะรู้สึกไม่พอใจในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ที่อยู่อาศัย สุขภาพ หรือชีวิตคู่การคิดว่าคู่ชีวิตของเราตอนนี้  “มันไม่ใช่อ่ะ!!”  แล้วก็ขอหย่ากัน ....อย่างกับคำที่พูดถึงในช่วงวิกฤตวัยกลางคนก็คือ “Empty-nest syndrome” หรือ “รังที่ว่างเปล่า” (รังไร้นก)
          ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณมีลูก แล้วลูกๆ ต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ไม่ว่าจะไปเรียน แต่งงาน หรือทำงานที่อื่น ทำให้เกิดความรู้สึกเหงา เศร้า มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีหน้าที่หลักในการดูแลลูก ผูกพันยึดติดกับลูกมากเกินไป หรือในคู่ที่ยังยอมคงชีวิตคู่ไว้ เพราะ “อยู่เพื่อลูก” (คือการที่สามีภรรยาที่ทะเลาะกันและใจจริงอยากที่จะหย่า แต่ทนอยู่ด้วยกันเพื่อลูก) รู้สึกตัวเองไม่มีค่า ทำให้คนที่ปรับตัวไม่ได้ อาจเกิดโรคซึมเศร้าตามมาได้
          และถ้าคุณไม่อยากให้เกิดวิกฤตนี้กับตัวคุณ หรือในครอบครัว เรามีแนวทางป้องกันแก้ไขไม่ให้มันกลายเป็น “วิกฤตในชีวิต” ไปจริงๆ คุณต้องทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้....
-คุณต้องเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งแรกสุดที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ ต้องเข้าใจภาวะนี้ก่อนว่ามันคืออะไร เมื่อรู้จักก็จะช่วยให้เรารู้ตัวและนำเข้าสู่การจัดการแก้ไขได้
-คุณต้องปรึกษาผู้อื่นในเรื่องที่สำคัญ ที่จริงการคิดทบทวนประเมินชีวิตของตัวเอง และอยากที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ที่มักทำให้เกิดปัญหาคือการตัดสินใจอย่างหุนหัน ในเรื่องที่สำคัญจนเกิดความเสียหายตามมา การปรึกษาผู้อื่น การได้พูดคุยกับคนอื่น (ที่สามารถให้คำปรึกษาได้) จะช่วยให้เรามองเห็นว่า สิ่งที่เราจะทำมันสมเหตุสมผลแค่ไหน และโอกาสที่จะตัดสินใจผิดพลาดก็จะเหลือน้อยที่สุด
-คุณต้องออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้สุขภาพแข็งแรง ป้องกันการเป็นโรคซึมเศร้าได้ วัยนี้เป็นวัยที่สุขภาพจะเริ่มเสื่อมลง และเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย การออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์เป็นอย่างมาก
-คุณต้องหากิจกรรมทำทดแทน เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะในกรณี “รังที่ว่างเปล่า” เพราะนั่นคือการที่เราเปลี่ยนสถานะจากผู้ที่ทำงาน “ดูแลลูก” กลายเป็นผู้ “ว่างงาน” ลูกไม่อยู่ให้ดูแลแล้ว คุณก็จำเป็นที่จะต้องหากิจกรรมอื่นทำแทนงานเดิม เพื่อไม่ให้คุณเบื่อ กิจกรรมนั้นอาจจะเป็นการออกกำลังกาย การไปพักผ่อนกับเพื่อนฝูง นัดกินข้าว หรือการเข้าร่วมชมรมกิจกรรมการกุศลต่างๆ
 
จริงๆแล้ว “วิกฤตวัยกลางคน”  ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติและรู้จักปรับตัวก็จะช่วยให้  วิกฤตวัยกลางคน
ไม่กลายเป็น วิกฤต”  จริงๆ ในชีวิตคุณและยังทำให้ชีวิตครอบครัวของคุณมีความสุข....


 


โพสเมื่อ: 2017-06-08

ผู้เข้าชม: 414