Articles
Categories :
“น้ำคั่งในโพรงสมอง” ภาวะอันตราย ในผู้สูงอายุ
อาการหลงลืมในผู้สูงอายุ หรือการเดินเหินไปไหนมาไหนไม่สะดวกสบาย เป็นภาวะที่ลูกหลานอาจมองว่าเป็นโรคคนแก่ จึงปล่อยปละละเลย ไม่ให้ความสำคัญในการดูแลรักษา

           ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะเหล่านี้เมื่อปล่อยนานวันเข้า อาจเรื้อรังส่งผลไปยังสมอง บางรายกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่สามารถขยับเขยื้อนเดินเหินได้อย่างแต่ก่อน ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจาก “น้ำคั่งในโพรงสมอง”
            หากจะให้เห็นภาพอย่างชัดเจน เมื่อมีการผ่ากลางกระโหลกออกเป็นซีกซ้ายและซีกขวา จะพบว่าตรงกลางของเนื้อสมองทั้งสองข้างจะมีโพรงสมอง ซึ่งภายในจะประกอบไปด้วยน้ำที่เรียกว่า “น้ำไขสันหลัง” ที่ถูกผลิตขึ้นทุกวัน ประมาณวันละ 500 cc. เพื่อไหลเวียนระหว่างช่องที่เป็นสมองกับเยื่อหุ้มสมอง และไหลเวียนลงมายังไขสันหลัง ซึ่งน้ำไขสันหลังนี้จะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกหากสมองได้รับการกระทบกระเทือน
            นพ.ยอดรัก ประเสริฐ ศัลยแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายว่า โดยธรรมชาติของระบบการทำงานของร่างกาย เมื่อมีการผลิตน้ำไขสันหลังจะต้องมีการดูดซึมกลับในปริมาณที่สมดุลกัน ซึ่งในบางรายมีความผิดปกติของการดูดกลับ ส่งผลทำให้โพรงสมองโตขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดแรงดันระหว่างขอบโพรงสมองกับเนื้อสมอง พบมากในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยที่สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยได้ ดังนี้
             1. เดินทรงตัวผิดปกติ (Gait Disturbance)  การเดินมักเป็นไปอย่างช้าๆ หรือทรงตัวลำบาก ผู้ป่วยมักจะเดินขาถ่างเพื่อช่วยการทรงตัว มักจะมีความลำบากในการก้าวเท้า เมื่อเดินไปได้สักระยะเพียงไม่กี่ก้าวก็จะหยุดเดิน  เพราะไม่สามารถยกเท้าขึ้นได้  อาการของการเดินลำบากนี้เกิดจากแรงดันที่เพิ่มขึ้นของน้ำในโพรงสมองที่ส่งผลต่อเนื้อสมองบริเวณใกล้เคียง
             2. กลั้นปัสสาวะลำบาก (Urinary Incontinance) อาการปัสสาวะราด หรือการปัสสาวะก่อนถึงห้องน้ำ โดยไม่สามารถกลั้นได้ตามปกติ ในบางรายก็ปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว ซึ่งโดยทั่วไปอาจมองว่าผู้สูงอายุมีหูรูดไม่ดี แต่นั่นกลับเป็นอีกหนึ่งอาการที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงของการมีภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง
            3. ความจำเสื่อม (Denantia) อาการหลงลืมง่ายในผู้ป่วย ญาติอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้สูงอายุที่อาจหลงลืมบ้าง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจยังไม่ส่งผลรุนแรงในเบื้องต้น เพราะจะค่อยๆใช้เวลา และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะยากเกินแก้ไขเมื่อสายไป
 
            ทั้งนี้ นพ.ยอดรัก ยังเสริมต่อว่า โรคนี้สามารถรักษาได้หากรู้เท่าทัน โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยเบื้องต้นว่า  ผู้ป่วยมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อาการ ที่กล่าวไปหรือไม่ หากสงสัยจะทำการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือส่งตรวจด้วยเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  (MRI) เพื่อประกอบการวินิจฉัย ในรายที่ไม่ชัดเจน อาจพิจารณาทำการเจาะระบายน้ำจากช่องไขสันหลัง และประเมินว่า คนไข้มีการตอบสนองที่ดีขึ้นหรือไม่ กล่าวคือ สามารถเดินได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นภายหลังการเจาะระบายน้ำหรือไม่
             หากการวินิจฉัยพบว่าผู้ป่วยมีภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง  แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อใส่สายระบายน้ำ (VP-Shunt) เข้าไปภายในโพรงสมอง โดยสอดสายผ่านชั้นใต้ผิวหนังลงมายังบริเวณช่องท้อง  หรือบางรายอาจใส่สายระบายน้ำทางไขสันหลัง (LP-Shunt) และต่อสายมายังช่องท้อง เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในโพรงสมองเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ก็ได้มีเครื่องมือชนิดใหม่ที่เรียกว่า Programable-Shunt เพื่อสามารถปรับการระบายน้ำได้อย่างเหมาะสมเพื่อการรักษาที่ได้ผลและปลอดภัยมากขึ้น
 
              อย่างไรก็ตามวิธีการที่ดีที่สุด คือการหมั่นสังเกตผู้สูงอายุว่ามีความผิดปกติอย่างไรบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องมีภาวะทั้ง 3 ข้อในเบื้องต้นพร้อมกัน ควรนำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อทำการประเมินผลแต่เนิ่นๆ ซึ่งนอกจากภาวะน้ำคั่งในโพรงสมองแล้ว แพทย์จะได้ทำการตรวจโรคที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคสมองฟ่อ โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม เป็นต้น หากรู้ผลเร็วก็จะรักษาได้ทันท่วงที 


Tag Keyword : น้ำคั่งในโพรงสมอง

โพสเมื่อ: 2016-07-28

ผู้เข้าชม: 1612