Articles
Categories :
กินหวานเกินไป...ทำลายสุขภาพ
ทราบหรือไม่ว่า ความหวานที่เราๆท่านๆ บริโภคเข้าไปในร่างกายในแต่ละวันนั้นมีปริมาณมากจนน่าตกใจ

              อาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อนหรือทำงานหนัก สิ่งที่หลายคนจะโหยหามากกว่าน้ำเปล่าในอุณหภูมิห้อง หรือน้ำเปล่าเย็นๆสักแก้ว เห็นจะเป็น “น้ำหวานสักแก้ว” คงพอจะทำให้หายเหนื่อยได้บ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้สึก เพราะเมื่อได้รับความหวานแล้วระบบการทำงานของร่างกายจะนำเอาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน ส่งผลทำให้เรามีแรงกลับมาอีกครั้งนั่นเอง
             แต่ทราบหรือไม่ว่า ความหวานที่บริโภคเข้าไปในร่างกายในแต่ละวันนั้นมีปริมาณมากจนน่าตกใจ
 
             องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เรารับประทานน้ำตาลเพียง 6 ช้อนชาต่อวัน ที่มองดูแล้วก็ไม่มากต่อการบริโภค เพราะหากคิดดูเล่นๆ ตื่นเช้าขึ้นมาดื่มกาแฟเติมน้ำตาล 1 ช้อนชา เช้า – กลางวัน - เย็น รับประทานอาหารปรุงรสด้วยน้ำตาลมื้อละ 1 ช้อนชา รวมแล้วก็ 4 ช้อนชา ยังเหลือไว้อีก 2 ช้อนชาซึ่งดูไม่น่าเป็นกังวลนัก แต่รู้หรือไม่ว่าความหวานจากน้ำตาลนั้นแฝงอยู่ในอาหารแทบจะทุกชนิด
             ผลไม้ อาหารที่มีประโยชน์ให้คุณค่าทางวิตามินและกากใย แต่ก็แฝงไปด้วยน้ำตาล โดยข้อมูลจากกองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในผลไม้ พบว่า ในแอ็ปเปิ้ลแดง 1 ผล จะให้ความหวานเท่ากับน้ำตาล 3.4 ช้อนชา, แตงโม 10 ชิ้นคำ ให้ความหวาน 3.44 ช้อนชา และที่ดูไม่น่าเชื่อคือ กล้วยหอมขนาด 1 ผลกลาง ให้ความหวานเท่ากับน้ำตาลมากถึง 5.5 ช้อนชา ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้รับประทานเพียง 6 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมกับขนมระหว่างมื้อ ของหวานหลังรับประทานอาหาร หรือมื้อพิเศษในวันคล้ายวันเกิดของเพื่อนฝูง ที่จะมีเค้กชิ้นโตให้ได้เผลอใจรับประทาน ดูเหมือนว่าการบริโภคความหวานได้กลายเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของเราไปอย่างไม่รู้ตัว


                               

             นักกำหนดอาหารวิชาชีพ CDT หรือ “Certified dietitian of Thailand” คุณกัญชลี  ทิมาภรณ์ บอกว่าในสมัยก่อนการทำอาหารได้มีการเติมน้ำตาลเพียงเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความนัวความอร่อยเท่านั้น มิได้เป็นการเติมแต่งเพื่อเพิ่มรสหวาน เพราะความหวานจะได้จากเนื้อสัตว์ และข้าวที่มีการย่อยไปเป็นน้ำตาลซึ่งให้ความหวานอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพ เนื้อที่นำมาปรุงไม่มีความสด จึงต้องทดแทนด้วยการปรุงรสจัด เช่น หากรับประทานก๋วยเตี๋ยว ปรุงรสด้วยน้ำปลา 4 ช้อน ก็ต้องตัดรสด้วยน้ำตาล 2 ช้อน จึงทำให้เราเคยชินกับการบริโภคหวาน
              คุณกัญชลี ยังอธิบายต่อว่า น้ำตาลจะไปกระตุ้นสมอง กระตุ้นประสาทในส่วนของความพึงพอใจให้รู้สึกดี มีความสุข หรือภาษาที่วัยรุ่นใช้กันในขณะนี้คือ ฟิน ซึ่งในแต่ละวันเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 5% ของพลังงานทั้งหมด เช่น รับประทานทั้งหมด 1,500 กิโลแคลอรี่ น้ำตาลไม่ควรเกิน 75 กิโลแคลอรี่ ซึ่งคำนวนเป็นกรัมน้ำตาลได้โดยหารด้วย 4 
 
                น้ำตาล (กิโลแคลอรี่)   75 / 4 = 18.75 กรัม
                           น้ำตาล 1 ช้อนชา = 4 กรัม  
              เท่ากับว่าในแต่ละวันเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลมากกว่า 96 กิโลแคลอรี่
 
            มีการทำวิจัยจากศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ พบน้ำตาลในเครื่องดื่มยอดนิยมที่ไม่ควรบริโภค เพราะมีปริมาณน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อหนึ่งหน่วยบรรจุภัณฑ์ บางยี่ห้อมีมากถึง 14.91 ช้อนชา เท่ากับปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคเกือบ 3 วัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เรายังได้รับน้ำตาลจากแหล่งอื่นอีกเป็นจำนวนมาก
 
            สำหรับเครื่องดื่มบางชนิดที่ทำให้รู้สึกไม่หวานมากนัก เพราะด้วยการใส่น้ำแข็งและความซ่า ที่เบี่ยงเบนความสนใจจากความหวาน หากอยากลิ้มลองความหวานที่แท้จริง สามารถทดสอบได้ด้วยการเปิดกระป๋อง หรือฝาขวด แล้ววางในอุณหภูมิห้องธรรมดา จนหายซ่าก็จะพบกับรสชาติที่แท้จริงของเครื่องดื่มชนิดนั้น แม้กระทั่งในนมเปรี้ยวก็มีส่วนผสมของน้ำตาลด้วย
           ขณะที่นักโภชนาการยังเสริมต่อว่า ความหวานกับความเค็มจะมาเป็นของคู่กัน เช่น หลังจากที่รับประทานอาหาร ก็มักจะตามด้วยของหวาน หรือการกินอาหารฟาสต์ฟู๊ดที่จะต้องกินควบคู่กับน้ำอัดลม รับประทานส้มตำเสร็จ ก็ต้องมีน้ำแข็งใสตามมา เหล่านี้จึงทำให้เรารับประทานน้ำตาลอยู่ทุกรูปแบบและทุกมื้อ สิ่งที่สังเกตและพึงระวังได้ส่วนหนึ่งคือการอ่านจากฉลากที่ติดไว้ข้างกล่อง โดยมีคำแนะนำวิธีการอ่าน ดังนี้
           “เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์บางยี่ห้อ มักจะไม่เขียนส่วนประกอบของน้ำตาลโดยตรง แต่มักจะใช้คำลงท้ายว่าโอส (“ose”) เช่น กลูโคส (น้ำตาลเชิงเดี่ยวที่สามารถเข้าสู่หลอดเลือดได้ทันที) แลคโตส กาแลคโตส ซูโคส ที่บอกหน่วยปริมาณเป็นกรัม ซึ่งใน 1 วันไม่ควรรับประทานเกิน 24 กรัม เท่ากับ 6 ช้อนชาตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือไม่ควรเกิน 96 กิโลแคลอรี่”

            ภายในฉลากยังระบุจำนวนคาร์โบไฮเดรต ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะย่อยเป็นน้ำตาลอีกเช่นกัน สังเกตง่ายๆว่า หากเราอมข้าวไว้ในปากสักระยะ จะได้รสหวานของแป้งจากคาร์โบไฮเดรต โดยมีน้ำลายทำการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล
ในบางผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก มักจะเขียนเชิญชวนด้วยคำว่า Low Fat ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความถึง Low Sugar แต่อย่างใด ทางที่ดีควรอ่านฉลากให้ชัดเจน ก็จะทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
            นอกจากนี้ข้อมูลจากกรมอนามัยเผยผลการศึกษาโดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ในปี 2557 พบว่าเด็กอายุ 2 - 5 ปี ร้อยละ 64 บริโภคน้ำตาลมากกว่า 8 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเกินกว่าคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกคือ 6 ช้อนชาต่อวัน และจากข้อมูลการเฝ้าระวังติดตามการเจริญเติบโตในเด็กนักเรียนอายุ 6 - 18 ปี จำนวน 2,546,714 คนทั่วประเทศ ของกรมอนามัยปี 2557 พบว่านักเรียนมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนจำนวน 242,900 คน ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้มีภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อได้ง่าย และอาจนำไปสู่ภาวะการเป็นโรคเบาหวานในอนาคต เพราะการรับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นนั้นตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) เพื่อนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปยังเซลล์เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานนั้นไม่เพียงพอ โอกาสการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานย่อมง่ายกว่าผู้ที่อยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดปกติ
 
              ปัจจุบันหลายประเทศใช้เกณฑ์ระดับน้ำตาลที่ 126 มก./ดล. รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งระดับดังกล่าวเป็นค่าของน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหารมาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพราะตัวเลขนี้ทางสมาคมเบาหวานแห่งสหรัฐได้ทำการวิจัยและพบว่า โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดคือจอประสาทตาเสื่อม เกิดขึ้นที่ระดับน้ำตาลในเลือด 126 มก./ดล. ดังนั้นหากมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่านี้ โอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนก็มีเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะไม่มีอาการใดๆ แต่สำหรับแพทย์ที่ทำการวินิจฉัยต้องดูปัจจัยอื่นเพิ่มด้วย เช่น อายุ ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ดังนั้น ระดับน้ำตาลที่ 100 มก./ดล. ก็ถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งคุณผู้อ่านควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการบริโภคให้อ่อนหวาน
เพราะอย่างที่ทราบกันแล้วว่า รสหวานมีอยู่แทบทุกชนิดของอาหาร บริโภคแต่พอเหมาะเพื่อสุขภาพที่ดี
 


Tag Keyword : น้ำตาล, หวาน, เบาหวาน, วิจัยน้ำตาล

โพสเมื่อ: 2016-07-08

ผู้เข้าชม: 3097