Articles
Categories :
“ข้าว” กับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “โรคหลอดเลือดหัวใจ” ซึ่งถือว่าเป็นโรคหัวใจประเภทหนึ่งที่ฮิตเป็นกันมากในปัจจุบัน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครอยากเป็นหนึ่งในผู้ที่ฮิตตามกระแสนี้เป็นแน่ แล้วทำอย่างไรเราจึงจะป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ได้

       ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันเรื่อง “โรคหลอดเลือดหัวใจ” ก่อนว่า โรคนี้ถือเป็น 1 ใน 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลกในยุคปัจจุบัน โดยเกิดจากการมีไขมันไปจับสะสมที่ผนังของหลอดเลือดหัวใจ หรือที่เรียกว่า คราบพลัค (Plaque) ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดแข็งและหนาขึ้น ทำให้ช่องในหลอดเลือดค่อยๆ ตีบแคบลง คล้ายกับคราบหินปูนที่เกาะอยู่บริเวณฟันของเรา แต่ต่างกันตรงที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าหลอดเลือดบริเวณใดของร่างกายเรากำลังเกิดคราบไขมันสะสมขึ้นแล้ว รู้ตัวอีกทีก็เกิดอาการเจ็บหน้าอก หรืออาการที่ร้ายแรงขึ้นเสียแล้ว ซึ่งเมื่ออาการเหล่านั้นแสดงออกมาก็หมายความว่าก้อนไขมันที่สะสมบนผนังหลอดเลือดมีขนาดใหญ่ขึ้น จนทำให้เลือดไม่สามาถนำออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ จึงเป็นเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และเต้นอ่อนตัวลง หรือในบางกรณีหากเกิดการอุดตันขึ้นอย่างเฉียบพลันก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายแบบเฉียบพลัน นำไปสู่การเสียชีวิตได้
ถามว่าสาเหตุที่แท้จริงของโรคหลอดเลือดหัวใจมาจากอะไร คำตอบก็คือ มาจากพฤติกรรมต่างๆ ที่เราทำสะสมกันมา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร, ความเครียด, ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจากโรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง รวมถึงการสูบบุหรี่ เป็นต้น
         อธิบายเรื่องโรคมาเสียยืดยาว ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวังว่าถ้าเป็นแล้วก็คงต้องเริ่มนับถอยหลังเวลาชีวิตตัวเองลง เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจถูกพัฒนาขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน , การสอดฝังขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือด รวมถึงยารักษาโรคหัวใจก็มีหลากหลายชนิดให้แพทย์เลือกใช้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของคนไข้แต่ละราย โดยแพทย์มักจะแนะนำให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคกำเริบขึ้นมาอีกนั่นเอง...แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นดูเหมือนจะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเสียมากกว่า
        นักวิจัยในหลายประเทศได้ทำการศึกษาวิจัยหาสารชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยพบสารกลุ่มที่มีชื่อว่า “โทโคไตรอีนอล” (Tocotrienols) และ “โทโคฟีรอล” (delta-tocopherol) ซึ่งจัดเป็นสารที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งในวิตามินอีที่มีคุณสมบัติในการลดการแสดงออกของโปรตีนที่ชื่อว่า VCAM-1 มีอยู่บนผนังหลอดเลือด โดยการเข้าไปยับยั้งการทำงานของ mRNA เพื่อไม่ให้เกิดการสังเคราะห์เป็นโปรตีนดังกล่าวได้อีก ซึ่งโปรตีนชนิดนี้เกี่ยวข้องกับการยึดเกาะของไขมันบนผนังหลอดเลือด หากในผนังหลอดเลือดเรามีโปรตีนชนิดนี้ลดน้อยลงหรือลดการทำงานลงได้ ก็จะยิ่งทำให้ไขมันนั้นเข้ามาเกาะติดกับผนังหลอดเลือดได้น้อยลงด้วย  ทำให้หลอดเลือดหัวใจของเราเหมือนกระทะที่ทอดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันติดกระทะนั่นเอง

        และจากการศึกษาวิจัยมากมายนั้น ทำให้ค้นพบว่าสาร “โทโคไตรอีนอล” และ “โทโคฟีรอล” สามารถพบได้ใน “ข้าวหลายสายพันธุ์” ซึ่งข้าวนั้นถือเป็นอาหารหลักของคนไทย  มีงานวิจัยของสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แสดงข้อมูลว่า ข้าวหลายสายพันธุ์ที่มีในประเทศไทยสามารถพบสารดังกล่าวได้ และพบอีกว่าสารสำคัญนี้มีใน ข้าวกล้องงอก มากที่สุด โดยไม่ขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกแต่อย่างใด
         จากการศึกษาโครงสร้างของสาร “โทโคไตรอีนอล” ทำให้พบว่าสารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอีถึง 60 เท่า และมีคุณสมบัติในการช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โดยการศึกษาพบว่าการรับประทานโทโคไตรอีนอล ในปริมาณ 100 – 200 มิลลิกรัม/วัน เป็นเวลา 4 – 10 สัปดาห์ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลงได้ 8 – 25% นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางคลินิกอีกหลายงานวิจัยที่ยืนยันว่า การรับประทานโทโคไตรอีนอล ในปริมาณ 100 – 200 มิลลิกรัม/วัน ติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี จะช่วยลดการเกิดตะกรันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ความดันในหลอดเลือดลดลง และบางรายช่วยให้หลอดเลือดแดงกลับคืนสู่สภาพที่ดีขึ้นได้     
        นอกจากในข้าวแล้วยังสามารถพบสาร “โทโคไตรอีนอล” และ “โทโคฟีรอล” ได้ในน้ำมันรำข้าว, น้ำมันปาล์ม และพืชผักผลไม้ต่างๆ หรือแม้กระทั่งในวิตามินอีที่ขายกันในท้องตลาด ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละท่านจะเลือกรับประทานจากแหล่งอาหารใด อย่างไรก็ตามสำหรับข้าว น้ำมันรำข้าว รวมถึงวิตามินที่ท่านกำลังจะรับประทาน ก็ควรตรวจสอบแหล่งที่มา และปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคต่อวันด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอื่นๆ ตามมา
 

 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ.สมนึก   ศิริพานทอง , ภคินี อัครเวสสะพงศ์ และคณะ, "ความสัมพันธ์ของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระกับปริมาณ Tocopherol และ gamma aminobutyric acid (GABA) ในข้าวกล้องและข้าวกล้องงอก", 2556.


โพสเมื่อ: 2017-09-19

ผู้เข้าชม: 179


Top 10 Best Product in Computers and Accessories 2017 Top 10 Best Product in Sports and Outdoors in 2017 Top 10 Best Products in Home and Decors For 2017 TOP 10 Best Product In Clothing And Shoes For 2017