Articles
Categories :
โปรตีนหวานจากพร้าวนกคุ่ม ทางเลือกของคนชอบหวาน
จากการที่พบว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยเจ็บป่วยด้วยโรคที่มีสาเหตุมาจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง จึงมีการวิจัยและพัฒนาสารสังเคราะห์ที่ให้รสหวาน หรือสารทดแทนความหวานขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค

     แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับพบเรื่องที่น่าตกใจว่า การบริโภคสารให้ความหวานมาเป็นระยะเวลานานก็สามารถ
ก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่อสุขภาพได้  เช่น ปัญหาสุขภาพจิต และความบกพร่องทางอารมณ์ หัวใจวาย มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงเนื้องอกในสมอง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องพิจารณาและคำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้สารให้ความหวานในอนาคต
งานวิจัยในปัจจุบันจึงได้ให้ความสนใจศึกษาโปรตีนที่มีรสหวาน เช่น ทอมาติน (Thaumatin) โมเนลลิน (Monellin) บลาซซีน (Brazzein) เพนตาดิน (Pentadin) มาบินลิน (Mabinlin) ไลโซไซม์จากไข่ (Egg lysozyme) เคอร์คูลิน (Curculin) และมิราคูลิน (Miraculin) โดยพบว่าโปรตีนเหล่านี้ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลซูโครส มากถึง 100 – 3,000 เท่า อีกทั้งยังมีข้อดีกว่าการใช้สารให้ความหวานสังเคราะห์ เนื่องจากโปรตีนดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง และยังสามารถให้ความหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะใช้ในปริมาณน้อย ทั้งยังให้พลังงานที่ต่ำมากอีกด้วย
     เคอร์คูลิน คือหนึ่งในสารที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นทั้งโปรตีนหวานและโปรตีนที่เหนี่ยวนำให้เกิดรสหวาน หรือเรียกว่าโปรตีนปรับเปลี่ยนความหวาน คือนอกจากจะมีความหวานในตัวเองแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนรสเปรี้ยวให้เป็นรสหวานได้อีกด้วย ซึ่งเคอร์คูลินบริสุทธิ์จะสามารถให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครสถึง 3,500 เท่า ทั้งนี้พบว่าเคอร์คูลินสามารถแยกได้จากผลของ ต้นพร้าวนกคุ่ม (Curculigo latifolia) ซึ่งเป็นพืชเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันตกของประเทศมาเลเซียและยังสามารถพบได้ทั่วไปในสวนยางพาราทางภาคใต้ของประเทศไทย
     บริเวณฐานหรือขั้วผลของพร้าวนกคุ่ม คือส่วนที่สามารถพบสารเคอร์คูลินได้มากสุด โดยจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุดเมื่อพร้าวนกคุ่มอยู่ในระยะ 10 สัปดาห์หลังจากที่ออกดอก ซึ่งปริมาณเคอร์คูลินจะคงที่เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงค่อยๆลดลง โดยผลของพร้าวนกคุ่มจะมีปริมาณเคอร์คูลิน 1.3 มิลลิกรัม/กรัมของเนื้อผลไม้
     รสหวานที่ได้จากการรับประทานพร้าวนกคุ่ม จะหายไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที แต่เมื่อเราดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด (อาหารที่มีรสเปรี้ยว) เข้าไป รสหวานก็จะถูกกระตุ้นขึ้นมาได้อีกครั้ง โดยการเหนี่ยวนำความหวานด้วยกรดต่างชนิดกันก็เป็นผลให้ความหวานนั้นติดคงทนได้นานแตกต่างกันอีกด้วย
      จะเห็นได้ว่าการศึกษาวิจัยต่างๆนั้น ไม่เพียงแต่สามารถช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้บริโภคอย่างเราเห็นว่าอาหารจากธรรมชาติที่อยู่รอบตัวซึ่งเราอาจจะเคยมองข้ามไปนั้น มีสิ่งที่น่าค้นหาและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย หากเรารู้จักเลือกหยิบมาใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
               
ขอขอบคุณข้อมูลจาก  :   ดร.อุทัยวรรณ  สุทธิศันสนีย์   (สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล)


โพสเมื่อ: 2017-08-29

ผู้เข้าชม: 133


Top 10 Best Product in Computers and Accessories 2017 Top 10 Best Product in Sports and Outdoors in 2017 Top 10 Best Products in Home and Decors For 2017 TOP 10 Best Product In Clothing And Shoes For 2017